REC กับ Carbon Credit ต่างกันอย่างไร รวมทุกเรื่องที่ควรรู้

REC กับ Carbon Credit ต่างกันอย่างไร รวมทุกเรื่องที่ควรรู้

ขณะที่ทั่วโลกกำลังตระหนักถึงผลกระทบของสถานการณ์สภาวะโลกร้อน พร้อมร่วมกันผลักดันนโยบายที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ในอนาคต องค์กรขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็หันมาใส่ใจลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น โดยดูแลครอบคลุมกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนหนึ่งก็เพื่อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อโอกาสในเชิงธุรกิจขององค์กรเอง เครดิตทางสิ่งแวดล้อมจึงมีบทบาทสำคัญขึ้นมา ซึ่งนอกจาก Carbon Credit ก็จะมี REC ที่กำลังได้รับความสนใจไม่แพ้กัน

ความต่างระหว่าง REC และ Carbon Credit

REC คือใบรับรองปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงจากพลังงานหมุนเวียน มีหน่วยเทียบคือ 1 REC = 1 MWh ส่วน Carbon Credit คือสิทธิ์ที่แสดงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากโครงการที่ลดหรือกักเก็บไว้ได้ มีหน่วยเป็น tCO2e

ทั้ง REC และ Carbon Credit นั้นเป็นทางเลือกที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้เหมือนกัน แต่แตกต่างตรงที่ Carbon Credit สามารถใช้ได้กับทุกกิจกรรมขององค์กรนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง กิจกรรมภายในที่ปล่อยก๊าซทางอ้อม หรือแม้แต่กิจกรรมภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น กิจกรรมของผู้ผลิตวัตถุดิบ กิจกรรมจากการขนส่ง เป็นต้น ส่วน REC จะใช้ประโยชน์ได้กับกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สามารถทำความเข้าใจผ่านมาตรฐานการทำบัญชีก๊าชเรือนกระจกได้ โดยรายละเอียดจะแบ่งการนับเป็น 3 Scope ดังนี้

  • Scope 1: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง นับปริมาณการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมภายในพื้นที่ เช่น กระบวนการผลิตสินค้า ระบบทำความเย็น เตาเผา ยานพาหนะสำหรับขนส่งภายใน เป็นต้น
  • Scope 2: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้ นับปริมาณการปล่อยก๊าซจากการผลิตไฟฟ้าภายนอก ซึ่งองค์กรได้ซื้อไฟฟ้านั้นมาใช้ประโยชน์กับระบบภายใน เช่น ไฟฟ้าสำหรับเดินเครื่องจักรภายในโรงงาน ไฟฟ้าสำหรับระบบทำความร้อน เป็นต้น
  • Scope 3: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการปล่อยก๊าซภายนอกที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การขนส่งวัตถุดิบจากแหล่งผลิตอื่นมายังโรงงาน การเดินทางของพนักงานในองค์กร เป็นต้น

เมื่อพิจารณาตาม Scope เหล่านี้ก็จะสรุปเบื้องต้นได้ว่า Carbon Credit สามารถใช้ได้ตั้งแต่ Scope 1 ไปจนถึง Scope 3 ส่วน REC จะใช้ได้เพียงแค่ใน Scope 2 เท่านั้น

รวมข้อมูล REC ที่ควรรู้

หากเทียบกันระหว่าง Carbon Credit กับ REC ตามที่กล่าวไปคือจุดประสงค์ของทั้งคู่มีความแตกต่างกัน REC จะตอบโจทย์ด้านการใช้และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ในขณะที่ Carbon Credit จะมองภาพรวมของการปล่อยคาร์บอน จึงทำให้การซื้อ REC และ Carbon Credit ไม่สามารถทดแทนกันได้ ดังนั้นการเลือกซื้อเครดิตทั้งสองประเภทนี้หากองค์กรมีการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร จะทำให้ท่านทราบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนมากเกิดขึ้นที่กิจกรรมใด และวางแผนไปสู่แนวทางการลดได้อย่างถูกจุดมากที่สุด

ทั้งนี้ การซื้อ REC ในปัจจุบันได้รับความนิยมมากกว่าเพราะสามารถเริ่มต้นทำได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร รวมถึงสามารถทราบค่าการซื้อไฟฟ้าขององค์กรและมีเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดที่ชัดเจน ดังนั้นองค์กรส่วนมากเลยเลือกที่จะบรรลุเป้าหมายทางด้านพลังงานสะอาดเป็นอันดับแรก

REC คืออะไร

REC หรือ Renewable Energy Certificate คือ กลไกการซื้อขายใบรับรองด้านพลังงานหมุนเวียน สำหรับยืนยันสิทธิ์การใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาด โดยมีหน่วยเทียบคือ 1 REC เท่ากับ 1 MWh ซึ่งเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในประเทศไทยที่ได้การยอมรับตามมาตรฐานจะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวล

ประเด็นเรื่องความถูกต้องแม่นยำและความน่าเชื่อถือของกลไกการซื้อขาย จะมีมาตรฐานระดับสากล I-REC หรือ The International Renewable Energy Certificate Standard รองรับ รวมถึงมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. หรือ EGAT) จึงหมดห่วงเรื่องปัญหาต่างๆ เช่น การนับซ้ำ (Double Counting) เอกสารด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทไม่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบ เป็นต้น

ประโยชน์ของ REC

  • เป็นกลไกที่ช่วยให้สามารถอ้างสิทธิ์สำหรับผู้ผลิตหรือผู้ใช้งานพลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนได้ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลก จึงมีความถูกต้องแม่นยำและน่าเชื่อถือ
  • เป็นทางเลือกให้กับองค์กรที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด โดยเน้นลดปริมาณก๊าชเรือนกระจกที่เกิดขึ้นใน Scope 2 ซึ่งทำให้ค่า Carbon Footprint ขององค์กรลดลงด้วย
  • ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจไปสู่ระดับโลก
  • ช่วยสนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ช่วยเพิ่มช่องทางรายได้จากการซื้อขาย REC ให้แก่ผู้ผลิต
  • เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทางด้านความยั่งยืนทางพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น RE100 หรือ Net Zero

อ่านเพิ่มเติม : Renewable Energy Certificate (REC) คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

การขึ้นทะเบียน REC

เนื่องจาก กฟผ. ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รับรอง REC จากเจ้าของมาตรฐาน I-REC ทำหน้าที่รับเปิดบัญชีเพื่อขึ้นทะเบียนโรงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ดำเนินการตรวจสอบ พร้อมกับให้การรับรอง REC ดังนั้นผู้ผลิตที่ต้องการขึ้นทะเบียนและเข้าสู่กลไกการซื้อขาย REC จะต้องยื่นความประสงค์ไปยัง กฟผ. โดยตรง เพื่อขอเปิดบัญชี Registrant Account โดยสามารถเตรียมเอกสารตามที่ กฟผ. ได้ระบุไว้ หลังจัดการเรื่องเอกสารเรียบร้อยแล้วจะมีการตรวจสอบด้านอื่นๆ อย่างละเอียดต่อไป ก่อนจะให้การรับรอง REC อย่างเป็นทางการ จากนั้นก็สามารถทำการขาย REC ได้

การซื้อขาย REC

ด้วยตัวคูณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากไฟฟ้า 1 MWh (Grid Emission Factor) ที่แตกต่างกันในแต่ละเขตพื้นที่ โดยทั่วไปแล้วจึงไม่แนะนำให้ซื้อ REC จากประเทศหรือเขตแดนอื่นมาใช้งาน เว้นแต่จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการจัดว่าเป็นตลาดพลังงานเดียวกันแล้ว อย่างเช่น สหภาพยุโรปทั้งหมดถือเป็นตลาดพลังงานเดียวกัน สหรัฐอเมริกาและแคนาดาถือเป็นตลาดพลังงานเดียวกัน เป็นต้น นอกจากกรณีเหล่านี้แล้ว ดีที่สุดจึงเป็นการซื้อขาย REC เฉพาะภายในประเทศ เพื่อเลี่ยงปัญหาความยุ่งยากต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประเทศไทยจะเป็นการซื้อขาย REC แบบที่เจรจากับผู้ขายโดยตรง โดยจะต้องแจ้งความประสงค์ 3 อย่างนี้

  • ผู้ซื้อต้องเลือกเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่สนใจ ประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวล โดยสามารถเลือกว่าต้องการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือผสมหลายอย่างรวมกันก็ได้
  • ผู้ซื้อเลือกปีที่ต้องการอ้างสิทธิ์การใช้พลังงานสะอาด
  • ผู้ซื้อระบุจำนวน REC ที่ต้องการ โดยอ้างอิงจากปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า

ฝ่ายผู้ขายจะดำเนินการจัดสรรหรือขอการรับรองจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แล้วส่งมอบ REC ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้วให้กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อก็ชำระค่าบริการทั้งหมดให้กับผู้ขายและนำ REC ไปใช้ประโยชน์ได้ทันที

รวมข้อมูล Carbon Credit ที่ควรรู้

จุดเด่นของ Carbon Credit คือสามารถใช้ชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้ทุก Scope จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับเป้าหมาย Carbon Neutrality รวมไปถึงการต่อยอดสู่ Net Zero ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับ Carbon Credit

Carbon Credit คืออะไร

Carbon Credit คือ สิทธิ์ที่แสดงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กิจกรรมหรือโครงการสามารถลดหรือกักเก็บไว้ได้ หากองค์กรดำเนินโครงการใดๆ ก็ตาม แล้วส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สิ่งแวดล้อมลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนต่างตรงนี้จะนำไปคำนวณเป็น Carbon Credit ซึ่งถ้าผ่านการรับรองจากหน่วยงานมาตรฐานก็จะสามารถนำเข้าสู่กลไกการซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้ด้วย องค์กรที่สร้าง Carbon Credit ได้ก็จะเป็นฝ่ายขายสิทธิ์ให้กับองค์กรที่ต้องการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) นั่นเอง

ประโยชน์ของ Carbon Credit

  • ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร ในฐานะของภาคธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
  • ช่วยผลักดันเป้าหมายด้านพลังงานขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น Carbon Neutrality หรือ Net Zero
  • เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศได้
  • สามารถซื้อขายให้กับองค์กรอื่นทั้งในและต่างประเทศได้ ที่สำคัญคือตลาดต่างประเทศให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากต้นทุน Carbon Pricing ของไทยยังไม่สูงมากนัก
  • หากองค์กรวางแผนโครงการสร้าง Carbon Credit เอง ก็เท่ากับเป็นการปรับเปลี่ยนระบบสู่องค์กรสีเขียวแบบยั่งยืน

การขอรับรอง Carbon Credit

การขอรับรอง Carbon Credit นั้นมีความยุ่งยากกว่าการขึ้นทะเบียน REC พอสมควร เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดเรื่องเขตพื้นที่การใช้งาน และไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการใช้งานด้วย รูปแบบการรับรองจึงต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับพื้นที่ซื้อขายและวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไป โดยแบ่งเป็นการขอรับรองเพื่อซื้อขายภายในประเทศ และการขอรับรองเพื่อซื้อขายกับต่างประเทศ

  • กรณีขอรับรองเพื่อซื้อขายภายในประเทศ จะต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการรับรองโดย อบก. หรือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยใช้มาตรฐาน T-VER (Thailand Voluntary Emission Reductions)
  • กรณีขอรับรองเพื่อซื้อขายกับต่างประเทศ จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ซึ่งมาตรฐานที่รู้จักกันมากและกำลังได้รับความนิยมคือ VERRA (The Verified Carbon Standard) รองลงมาคือ CDM (Clean Development Mechanism) และ GS (Gold Standard) แต่ละมาตรฐานจะมีเงื่อนไขในการรับรองโครงการไม่เหมือนกัน ต้องพิจารณาอีกทีว่ารายละเอียดของโครงการสามารถใช้มาตรฐานไหนได้บ้าง

การซื้อขาย Carbon Credit

ปัจจุบันการซื้อขาย Carbon Credit สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือแบบที่ผู้ซื้อติดต่อกับผู้ขายโดยตรง คล้ายกับการซื้อขาย REC โดยสามารถเข้าไปดูรายชื่อผู้ซื้อผู้ขายได้ที่ตลาดคาร์บอน ในนั้นจะมีชื่อผู้พัฒนาโครงการ ลักษณะของโครงการ และช่องทางการติดต่อไว้ให้ ซึ่งรายละเอียดการซื้อขายทั้งหมดจะเป็นการตกลงร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย กับอีกแบบหนึ่งเป็นการซื้อขายผ่าน Trading Platform ศูนย์การซื้อขายที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการและเปิดให้บริการโดย อบก.

สำหรับตลาดคาร์บอนจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) เป็นตลาดที่จัดตั้งขึ้นจากผลบังคับทางกฎหมาย เกี่ยวกับมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ผู้เข้าร่วมในตลาดจะมีพันธะผูกพันตามกฎหมาย และหากปฏิบัติไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะมีบทลงโทษด้วย
  • ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) เป็นตลาดที่เกิดจากความสมัครใจร่วมกันของผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ อาจตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นมาก็ได้ แต่จะไม่มีผลบังคับใดๆ ทางกฎหมาย และไม่มีการกำหนดบทลงโทษทุกกรณี ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเป็นตลาดรูปแบบนี้

บทสรุป

REC คือใบรับรองปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงจากพลังงานหมุนเวียน มีหน่วยเทียบคือ 1 REC = 1 MWh ส่วน Carbon Credit คือสิทธิ์ที่แสดงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บไว้ได้ มีหน่วยเป็น tCO2e แม้ REC และ Carbon Credit จะใช้อ้างสิทธิ์โดยผู้ซื้อเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้เหมือนกัน แต่ก็จะต่างกันตรงที่ REC นั้นใช้ลดได้แค่ภายใน Scope 2 เท่านั้น ส่วน Carbon Credit จะใช้ลดได้ครอบคลุมทั้ง Scope 1-3 ทั้งนี้ การตัดสินใจว่าจะใช้ประโยชน์จากเครดิตด้านสิ่งแวดล้อมประเภทไหน ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและทิศทางขององค์กรในช่วงเวลานั้นๆ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเครดิตแบบใดแบบหนึ่งไปตลอด และหากเหมาะสมก็สามารถใช้ร่วมกันได้

REC Thailand ผู้ให้บริการด้านเครดิตสิ่งแวดล้อม

REC Thailand เป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดหาและส่งมอบ REC ที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าองค์กรของคุณจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ผลิต หรือมีความต้องการเฉพาะในรูปแบบใด เราก็พร้อมที่จะให้คำปรึกษาและช่วยดูแลในทุกขั้นตอน มั่นใจได้ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในอุตสาหกรรมพลังงานผ่านหลายบริษัทในเครืออย่าง GMS Interneer และ GMS Solar

ที่ผ่านมา REC Thailand ได้ร่วมเคียงข้างหลากหลายองค์กรในการแก้โจทย์ความต้องการด้านพลังงานสะอาด ผ่านการซื้อ REC โดยเราสามารถนำเสนอให้ได้ทุกเทคโนโลยีที่มีการผลิตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวล นอกจากนี้เรายังมีเครือข่ายโรงไฟฟ้าที่มีการขึ้นทะเบียนกับ I-REC หลากหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือสิงคโปร์

หรือหากองค์กรของท่านกำลังมองหา Carbon Credit เราก็สามารถจัดสรรให้ได้เช่นเดียวกันทั้งมาตรฐานประเทศไทย หรือ T-VER หรือมาตรฐานที่เป็น International Standard เช่น Verra และ Gold Standard ทั้งรูปแบบโครงการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ก็สามารถมองหาได้ที่ GMS Solar

GMS Interneer

www.gmsthailand.com/ – Oil&gas equipment trading since 2002
Established in 2002, we are proud to be able to introduce the world-class oil&gas equipments to Thai Exploration and Production Industry. As an integral part of the supply chain, the industry supplies gas to fuel 70% of Thai electricity generation, enhancing Thailand growth.

GMS Solar

www.gmssolar.com – Solar equipment trading for commercial users
GMS Solar was established to accelerate Thai corporate’s goal of Carbon Neutrality and the road to NetZero. With more than 20 years of experience in the Thai energy sector. We are now ready to be a part of Greater Mekong Subregion’s green energy transition.

REC Thailand

www.recthailand.com – Thai Renewable energy certificate trader and broker
REC Thailand, a service under GMS Solar specialises in Thai REC trading of all technologies.

28th FLOOR, No.123 Suntowers Building B, Vibhavadi-Rangsit Road, Chompol, Chatuchak, Bangkok 10900 Thailand
TEL: 662 278 1100  E-mail: [email protected]

PRIVACY NOTICE  l  DATA SUBJECT REQUEST FROM 

บริษัท จี เอ็ม เอส โซลาร์ จำกัด (GMS SOLAR), @2023 – All Right Reserved.

Scroll to Top